วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
Astrology
“โหราศาสตร์เป็นวิชาพยากรณ์ ที่เนื่องมาจากอำนาจของดวงดาวนพเคราะห์ต่างๆ ที่โคจรอยู่รอบจักรราศีเป็นวิชาที่มีหลักฐานและเหตุผล เป็นวิทยาการที่นับว่าทันสมัยอยู่ตลอดไป และเป็นวิชาที่คงทนถาวรตลอดกาลคู่ไปกับโลกเพราะเป็นเรื่องราวของวิชาที่เกี่ยวกับดวงดาวและโลกมนุษย์ กล่าวถึงอำนาจของดาวที่มีต่อสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก เป็นวิชาการทางนามและรูปแสดงกาลเวลาความส่องสว่าง ความรุ่งโรจน์ ความร้อน ความดึงดูด และพลังงานที่มีต่อพฤติกรรมของคนเราด้วยวิชาโหราศาสตร์ จึงเป็นวิชาที่เกี่ยวกับศาสตร์อันลึกซึ้ง เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งและอาจนับเนื่องอยู่ในไสยศาสตร์ เป็นวิชาที่ลึกลับอยู่คู่กับดาราศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาคำนวณ วิถีโคจรและขนาดน้ำหนัก ระยะ ฯลฯ ของดวงดาวในนภากาศ วิชานี้มีมาแต่โบราณสมัย”
รังสีคอสโม vs รังสีคอสมิก
ในยุคที่โซเชียลเน็ตเวิร์กกลายเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และติดตามข่าวสารของผู้คนทั่วโลกโดยไม่ต้องพึ่งการกรองของนักข่าว ข่าวต่าง ๆ ก็ถูกเผยแพร่ต่อได้อย่างง่ายดายผ่านการ share หรือ retweet ซึ่งด้วยความที่ข่าวเหล่านั้นไม่ได้ถูกกรองก่อนปล่อยออกมานี่แหละ ที่ทำให้ข่าวลือ ข่าวลวงโลกนั้น ถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว และหลายข่าวทำให้ผู้คนตกใจจนถึงขั้นผวากับการใช้ชีวิตกันเลยทีเดียว
และข่าวลวงโลกล่าสุดที่ถูกเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางทั้งในทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก เห็นจะไม่พ้นเรื่องของรังสีคอสโมจากดาวอังคาร ที่ส่งต่อกันแบบเอาจริงเอาจังในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีใจความว่า "คืนนี้ 00:30-03:30 รังสีคอสโมจะเข้าสู่โลกซึ่งมันมาจากดาวอังคาร จึงควรปิดมือถือของคุณในเวลากลางคืน ไม่ควรเก็บมือถือของคุณไว้ใกล้และนำมันออกไปในขณะที่คุณนอนหลับเพราะมันเป็นรังสีที่อันตรายมาก ข่าวบีบีซีของนาซาแจ้งมา กรุณาส่งผ่านไปยังคนที่รัก ถ้าหากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่เข้าใจโปรดตรวจสอบใน google" ซึ่งแน่นอนว่า มาเป็นตุเป็นตะแบบนี้ ก็ทำให้คนที่อ่านผ่าน ๆ ตื่นตระหนกและพากันแพร่กระจายข่าวนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความหวาดกลัว แม้จะไม่รู้ว่ารังสีคอสโมนั้นมันคืออะไรก็ตาม
แต่หากใครได้อ่านและใคร่ครวญดูดี ๆ แล้ว จะพบว่า แหล่งข่าวที่ข้อความดังกล่าวระบุนั้น แม้จะเป็นแหล่งข่าวชื่อดัง ทั้งนาซา และบีบีซี แต่ทั้งสองแหล่งก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด และที่สำคัญคือสำนักข่าวบีบีซีนั้น ก็ไม่ใช่สำนักข่าวขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา อย่างที่มีการระบุไว้
และหากใครเอะใจ แล้วลองทำตามคำแนะนำตามข่าวลือที่ว่า "หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่เข้าใจโปรดตรวจสอบใน google" แล้วละก็ คงจะถึงบางอ้อกันไปตาม ๆ กัน เพราะคำตอบที่คุณเจอ ก็คือข่าวลือดังกล่าวนั้น แท้จริงแล้วเป็นข่าวลวงโลกที่กุขึ้นมาอำผู้คนเนื่องในวันโกหกโลก หรือ April Fools' Day เมื่อหลายปีมาแล้ว และปัจจุบันก็ยังคงมีการเผยแพร่ ส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นประเด็นเข้าใจผิดมาเนิ่นนาน
ส่วนเรื่องรังสีคอสโม ที่แผ่ออกมาจากดาวอังคาร ตามข้อมูลที่ระบุนั้น เป็นรังสีที่ไม่มีจริงแต่อย่างใด จะมีก็แต่รังสีคอสมิก ซึ่งเป็นอนุภาคอวกาศที่มีแหล่งกำเนิดจากที่ที่มีพลังงานมหาศาล เช่น ดวงอาทิตย์ ซากซูเปอร์โนวา หลุมดำ เป็นต้น และแหล่งกำเนิดของรังสีคอสมิกที่ใกล้กับโลกมากที่สุด ก็คือดวงอาทิตย์ ส่วนดาวอังคารนั้น เป็นเพียงแค่ดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่ง ที่ไม่ได้มีรังสีคอสโม หรือรังสีใด ๆ ที่ทำปฏิกิริยาต่อโลกอย่างที่ข่าวลือดังกล่าวได้กล่าวอ้าง ดังนั้น ข่าวลือนี้จึงเป็นข่าวลวงโลกที่มีความขัดแย้งทางด้านข้อมูลแบบสุด ๆ แต่ก็ประสบความสำเร็จไม่น้อย เรื่องการหลอกลวงคนหมู่มาก เพราะได้ก่อให้เกิดความฉงน และตื่นตระหนกขึ้นมาจริง ๆ แถมยังทั่วโลกด้วย
จากกรณีนี้ ก็คงเป็นบทเรียนให้กับชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ก่อนที่จะเชื่อ ตื่นตระหนก หรือส่งต่อข้อมูลใด ๆ นั้น การตรวจสอบข้อมูล ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่พึงกระทำ เพราะโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น ผู้เผยแพร่ข่าวสารทั้งหลาย ก็เป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่แหล่งข่าวเชื่อถือได้ ที่มีการกรองข่าวสารแต่ละข่าวก่อนเผยแพร่ และบางครั้ง ผู้เผยแพร่ข่าวสารเหล่านี้ก็มีเจตนาไม่ดีนัก หรือบางคนก็เผยแพร่อะไรบางอย่างเพื่อความสนุกชั่วครู่ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เราได้รับรู้และเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่หลงเชื่อกับข่าวสารที่ลอยวนอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั่นเอง
และข่าวลวงโลกล่าสุดที่ถูกเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางทั้งในทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก เห็นจะไม่พ้นเรื่องของรังสีคอสโมจากดาวอังคาร ที่ส่งต่อกันแบบเอาจริงเอาจังในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีใจความว่า "คืนนี้ 00:30-03:30 รังสีคอสโมจะเข้าสู่โลกซึ่งมันมาจากดาวอังคาร จึงควรปิดมือถือของคุณในเวลากลางคืน ไม่ควรเก็บมือถือของคุณไว้ใกล้และนำมันออกไปในขณะที่คุณนอนหลับเพราะมันเป็นรังสีที่อันตรายมาก ข่าวบีบีซีของนาซาแจ้งมา กรุณาส่งผ่านไปยังคนที่รัก ถ้าหากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่เข้าใจโปรดตรวจสอบใน google" ซึ่งแน่นอนว่า มาเป็นตุเป็นตะแบบนี้ ก็ทำให้คนที่อ่านผ่าน ๆ ตื่นตระหนกและพากันแพร่กระจายข่าวนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความหวาดกลัว แม้จะไม่รู้ว่ารังสีคอสโมนั้นมันคืออะไรก็ตาม
แต่หากใครได้อ่านและใคร่ครวญดูดี ๆ แล้ว จะพบว่า แหล่งข่าวที่ข้อความดังกล่าวระบุนั้น แม้จะเป็นแหล่งข่าวชื่อดัง ทั้งนาซา และบีบีซี แต่ทั้งสองแหล่งก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด และที่สำคัญคือสำนักข่าวบีบีซีนั้น ก็ไม่ใช่สำนักข่าวขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา อย่างที่มีการระบุไว้
และหากใครเอะใจ แล้วลองทำตามคำแนะนำตามข่าวลือที่ว่า "หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่เข้าใจโปรดตรวจสอบใน google" แล้วละก็ คงจะถึงบางอ้อกันไปตาม ๆ กัน เพราะคำตอบที่คุณเจอ ก็คือข่าวลือดังกล่าวนั้น แท้จริงแล้วเป็นข่าวลวงโลกที่กุขึ้นมาอำผู้คนเนื่องในวันโกหกโลก หรือ April Fools' Day เมื่อหลายปีมาแล้ว และปัจจุบันก็ยังคงมีการเผยแพร่ ส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นประเด็นเข้าใจผิดมาเนิ่นนาน
ส่วนเรื่องรังสีคอสโม ที่แผ่ออกมาจากดาวอังคาร ตามข้อมูลที่ระบุนั้น เป็นรังสีที่ไม่มีจริงแต่อย่างใด จะมีก็แต่รังสีคอสมิก ซึ่งเป็นอนุภาคอวกาศที่มีแหล่งกำเนิดจากที่ที่มีพลังงานมหาศาล เช่น ดวงอาทิตย์ ซากซูเปอร์โนวา หลุมดำ เป็นต้น และแหล่งกำเนิดของรังสีคอสมิกที่ใกล้กับโลกมากที่สุด ก็คือดวงอาทิตย์ ส่วนดาวอังคารนั้น เป็นเพียงแค่ดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่ง ที่ไม่ได้มีรังสีคอสโม หรือรังสีใด ๆ ที่ทำปฏิกิริยาต่อโลกอย่างที่ข่าวลือดังกล่าวได้กล่าวอ้าง ดังนั้น ข่าวลือนี้จึงเป็นข่าวลวงโลกที่มีความขัดแย้งทางด้านข้อมูลแบบสุด ๆ แต่ก็ประสบความสำเร็จไม่น้อย เรื่องการหลอกลวงคนหมู่มาก เพราะได้ก่อให้เกิดความฉงน และตื่นตระหนกขึ้นมาจริง ๆ แถมยังทั่วโลกด้วย
จากกรณีนี้ ก็คงเป็นบทเรียนให้กับชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ก่อนที่จะเชื่อ ตื่นตระหนก หรือส่งต่อข้อมูลใด ๆ นั้น การตรวจสอบข้อมูล ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่พึงกระทำ เพราะโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น ผู้เผยแพร่ข่าวสารทั้งหลาย ก็เป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่แหล่งข่าวเชื่อถือได้ ที่มีการกรองข่าวสารแต่ละข่าวก่อนเผยแพร่ และบางครั้ง ผู้เผยแพร่ข่าวสารเหล่านี้ก็มีเจตนาไม่ดีนัก หรือบางคนก็เผยแพร่อะไรบางอย่างเพื่อความสนุกชั่วครู่ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เราได้รับรู้และเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่หลงเชื่อกับข่าวสารที่ลอยวนอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั่นเอง
วิ่งมินิมาราธอน
ประเภทการวิ่ง
1) ฟันรัน ( Fun run) หรือที่เรียกกันว่า เดิน วิ่งเพื่อการกุศล ระยะทาง 3.5 - 5 กิโลเมตร
เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกายใหม่ ๆ ผู้วิ่งจะรู้สึกสนุกสนาน เพราะมีเพื่อนร่วมเดินวิ่งจำนวนมาก
2) มินิฮาล์ฟ มาราธอน (Mini half marathon) ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่นักวิ่งเพื่อสุขภาพนิยมกันมาก
เพราะระยะทางไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป เหมาะสำหรับการออกกำลังกายจริงๆ
3) ฮาล์ฟ มาราธอน (Half marathon) ระยะทาง 21 กิโลเมตร เป็นอีกระยะทางหนึ่งที่นักวิ่งที่เคยผ่านการวิ่งหลายๆ สนามชื่นชอบ
ซึ่งผู้วิ่งควรผ่านการฝึกซ้อมมาพอสมควร เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
4) มาราธอน (Marathon) ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร เป็นระยะทางมาตรฐานที่จัดแข่งขันระดับนานาชาติทั่วโลก ในประเทศไทยจะมีการจัดวิ่งมาราธอนอยู่ไม่กี่สนาม เช่น กรุงเทพฯ มาราธอน หาดใหญ่มาราธอน จอมบึงมาราธอน ฯลฯ
ซึ่งนักวิ่งระยะนี้ก็จะมีทั้งนักวิ่งสมัครเล่น และนักวิ่งอาชีพ ผู้วิ่งควรฝึกฝนเตรียมความพร้อมให้ดีและควรผ่านการตรวจสุขภาพมาก่อน
5) อัลตร้า มาราธอน (Ultra marathon) ระยะทางมากกว่า 42.195 กิโลเมตร เช่น เกาะสมุย อัลตร้ามาราธอน
1) ฟันรัน ( Fun run) หรือที่เรียกกันว่า เดิน วิ่งเพื่อการกุศล ระยะทาง 3.5 - 5 กิโลเมตร
เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกายใหม่ ๆ ผู้วิ่งจะรู้สึกสนุกสนาน เพราะมีเพื่อนร่วมเดินวิ่งจำนวนมาก
2) มินิฮาล์ฟ มาราธอน (Mini half marathon) ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่นักวิ่งเพื่อสุขภาพนิยมกันมาก
เพราะระยะทางไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป เหมาะสำหรับการออกกำลังกายจริงๆ
3) ฮาล์ฟ มาราธอน (Half marathon) ระยะทาง 21 กิโลเมตร เป็นอีกระยะทางหนึ่งที่นักวิ่งที่เคยผ่านการวิ่งหลายๆ สนามชื่นชอบ
ซึ่งผู้วิ่งควรผ่านการฝึกซ้อมมาพอสมควร เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
4) มาราธอน (Marathon) ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร เป็นระยะทางมาตรฐานที่จัดแข่งขันระดับนานาชาติทั่วโลก ในประเทศไทยจะมีการจัดวิ่งมาราธอนอยู่ไม่กี่สนาม เช่น กรุงเทพฯ มาราธอน หาดใหญ่มาราธอน จอมบึงมาราธอน ฯลฯ
ซึ่งนักวิ่งระยะนี้ก็จะมีทั้งนักวิ่งสมัครเล่น และนักวิ่งอาชีพ ผู้วิ่งควรฝึกฝนเตรียมความพร้อมให้ดีและควรผ่านการตรวจสุขภาพมาก่อน
5) อัลตร้า มาราธอน (Ultra marathon) ระยะทางมากกว่า 42.195 กิโลเมตร เช่น เกาะสมุย อัลตร้ามาราธอน
เป็นการจัดวิ่งรอบเกาะสมุย ระยะทางมากกว่า 50 กิโลเมตร นักวิ่งส่วนใหญ่เป็นผู้แข็งแกร่งผ่านสนามวิ่งมาอย่างโชกโชน ถือเป็นการทดสอบสมรรถภาพที่ดี
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
ไลก้า สุนัขตัวแรกที่ถูกส่งไปนอกโลก
ไลก้า (อังกฤษ: Laika; รัสเซีย: Лайка, มีความหมายตามตัวอักษรว่า "ช่างเห่า" (barker); ประมาณ ค.ศ. 1954 - 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1957) เป็นสุนัขอวกาศโซเวียต ที่กลายเป็นสัตว์ตัวแรกที่โคจรรอบโลก เช่นเดียวกับเป็นตัวแรกที่ตายในวงโคจรด้วยเช่นกัน
เนื่องจากเป็นที่ทราบกันน้อยมากถึงผลกระทบของการบินอวกาศที่มีต่อสิ่งมีชีวิตในขณะภารกิจของไลก้านั้น และเทคโนโลยีในการผละออกจากวงโคจรยังไม่ถูกพัฒนา จึงไม่มีการคาดว่าไลก้าจะรอดชีวิต นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่ามนุษย์จะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้จากการปล่อยหรือสภาพของอวกาศ ดังนั้น วิศวกรจึงมองว่าเที่ยวบินที่ส่งสัตว์ขึ้นสู่อวกาศด้วยนั้นจำเป็นก่อนภารกิจของมนุษย์ ไลก้าที่เป็นสุนัขเร่รอน เดิมชื่อ คุดร์ยัฟกา (รัสเซีย: Кудрявка, "เจ้าขนหยิกน้อย") เข้าสู่การฝึกกับสุนัขอื่นอีกสองตัว และได้รับเลือกเป็นผู้โดยสารไปกับยานอวกาศโซเวียต สปุตนิก 2 ในท้ายที่สุด ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1957
คาดว่าไลก้าน่าจะตายภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังปล่อยยานจากความร้อนเกิน ซึ่งเป็นไปได้ว่าเกิดจากความล้มเหลวของระบบยังชีพกลางอาร์-7 (R-7 sustainer) ในการแยกจากน้ำหนักบรรทุก สาเหตุและเวลาการตายที่แท้จริงของมันนั้นไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะกระทั่ง ค.ศ. 2002 แต่ก่อนหน้านั้นได้รายงานอย่างกว้างขวางว่ามันตายเพราะขาดออกซิเจนในวันที่หก หรือตามที่รัฐบาลโซเวียตอ้างแต่แรก มันตายสบาย (euthanised) ก่อนออกซิเจนพร่องไปอีก อย่างไรก็ดี การทดลองพิสูจน์ว่าไลก้าสามารถรอดชีวิตจากการปล่อยยานขึ้นสู่วงโคจรและทนต่อสภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งเป็นการกรุยทางแก่การบินอวกาศมนุษย์และให้ข้อมูลแรก ๆ บางส่วนแก่นักวิทยาศาสตร์ว่า สิ่งมีชีวิตตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมในการบินอวกาศอย่างไร
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
อัลปากา (alpaca)
อัลปากา (สเปน: alpaca) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าVicugna pacos เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในวงศ์อูฐ (Camelidae) มีลักษณะคล้ายคลึงกับตัวยามา อัลปากาเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง พบได้ในที่สูงบริเวณแถบเทือกเขาแอนดีสในทวีปอเมริกาใต้ซึ่งได้แก่ ตอนใต้ของประเทศเปรู ตอนเหนือของประเทศโบลิเวีย ประเทศเอกวาดอร์ และตอนเหนือของประเทศชิลี อัลปากาเป็นสัตว์ที่มีความทรหดอดทนมาก โดยจะอยู่บริเวณที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 3,500 เมตร (11,000 ฟุต) ถึง 5,000 เมตร (16,000 ฟุต)[
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
L'Epiphanie, la fête des rois: (le 6 janvier)
L'Epiphanie, la fête des rois: (le 6 janvier)
On mange une galette des rois. Elle caxhe "la fève" dans sa pâte. Celui qui trouve la fève devient roi ou reine de la fête.
L'Epiphanie เป็นวันกษัตริย์(6 มกราคม)
ประเพณีนี้มีการทานขนม une galette หาถั่วอยู่ในแป้งสาลี คนที่หาถั่วเจอจะกลายเป็นกษัตริย์หรือราชินี ถือเป็นประเพณีการเล่นแบบหนึ่งของเด็ก
La Chandeleur
La fête de la Vierge quelues semaines après la naissance de l'Enfant Jésus. Aujourd'hui, le nom est resté mais la tradition a changé. A la maison, on fait des crêpes qu'on doit faire sauter en l'air d'un habile "coup de poêle"
วัน la Vierge วันของพระแม่หลังจากสัปดาห์วันเกิดของพระเยซู วันนี้ยังคงมีชื่ออยู่แต่ประเพณีมีการเปลี่ยนแปลง มีการทำเครป โดยต้องโยนกลางอากาศอย่างคล่องแคล่ว ว่า "coup de poêle"
ที่มาของเครปพบว่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานหลายพันปี ความจริงแล้วเราพบอาหารที่คล้ายคลึงใกล้เคียงกับเครปในทุกซีกโลก ไม่ว่าจะเป็นแพนเค้ก นาน ปิต้า โรตี ซึ่งมีส่วนผสมของแป้ง ไข่ น้ำตาล นม เนย แตกต่างกันที่วิธีการนำเสนอและส่วนผสมที่ปรุงแต่งกันเข้าไป
เครปเป็นขนมที่ประกอบ ด้วยแป้งสาลี ไข่ น้ำตาล นม เนย นำมาผสมกันแล้วจะได้เป็นเนื้อแป้งแล้วเทลงกระทะ จะได้แผ่นแป้งเป็นวงกลม สีเหลืองทองสามารถใส่ไสได้ตามใจชอบทั้งของคาว ของหวานเครปมีลักษณะเป็นวงกลมสีเหลืองทองคล้ายกับดวงอาทิตย์ ใช้ในการเสี่ยงทายของสังคมการเกษตรซึ่งเชื่อกันว่าถ้าไม่ทำเครปใน “วัน ลา ฌองเดอเลอร์ (La Chandeleur)” ต้นกล้าของข้าวสาลีก็จะเป็นโรคและเหี่ยวเฉาตายไป ในที่สุด เทศกาลเครปนั้นจะมีเริ่มวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พระสันตะปาปา ( Gélase ) เป็นผู้นำประเพณีการกินเครป มีส่วนประกอบ ดังนี้ de la farine , des oeufs , du lait , du sel , du sucre และ du beurre
เครปในอดีตมีการทาเนย โรยน้ำตาล หรือ ใส่ไส้ด้วยผลไม้ เห็ด เนยแข็ง และ แฮม แต่ปัจจุบันคิดปรับปรุงสูตรใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยและความนิยมของคนในประเทศนั้นๆ เครปที่ได้รับความนิยมที่ใส่ไส้มากที่สุด คือ ไข่ ไส้กรอก เห็ด แฮม น้ำพริกเผาและแยมผลไม้รสต่างๆ อีกเมนูคู่ที่เข้ากันอย่างดีเยี่ยม คือ เครปร้อนๆกับไอศครีมเย็นรสวานิลาเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน ส่วนคนที่ชอบรับประทานผลไม้ ต้องเป็นเมนู เครปที่มีทั้งกล้วยหอม น้ำผึ้ง วิปปิ้งครีม เครปใส่ลูกพีช ไอศครีมวานิลลาราดด้วยซอสช็อกโกแลต
* การรับประทานเครปแบบดั้งเดิมนั้น ต้องมีเครื่องดื่มคู่กันคือ แอปเปิ้ลโซดา กีวี่โซดา เป็นต้น
จากขนมที่มีส่วนผสมง่ายๆที่ผูกพันกับความเชื่อของสังคมเกษตรกรรม กลายมาเป็นอาหารและขนมที่คนทั้งโลกได้ลิ้มรสและชื่นชอบ ด้วยส่วนผสมพื้นฐานที่หาได้ง่าย ใครๆ ก็ทำกินเองได้ ที่สำคัญคือ สามารถใส่อะไรก็ได้ตามที่ชอบ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



